กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมให้สถานพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ ใช้ยาสมุนไพรบำบัด รักษาโรคควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน โดยให้มีมากกว่า19 รายการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติรวมทั้งใช้ทดแทนเพื่อลดการนำเข้ายาแผน ปัจจุบันจากต่างประเทศ โดยจะเพิ่มยาสมุนไพรที่สถานพยาบาลผลิตและใช้ในโรงพยาบาลซึ่งยังไม่มีในบัญชี ยาหลักแห่งชาติอีก 22 ราย นำร่องในสถานพยาบาล 8 จังหวัดภาคกลาง คือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมทั้งสิ้น 66 แห่ง น.พ ลือชา วนรัตน์ อธิบดีกรมการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกล่าวถึงยาสมุนไพรไทยให้ฟังว่า มี นโยบายในการเพิ่มมูลค่า การใช้ยาสมุนไพร ไทย ว่ามีนโยบายการเพิ่มมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรให้ได้ร้อยละ 25 ภายในเวลา 5 ปีแต่ที่ผ่านมาการเข้าถึงยาสมุนไพรของประชาชนในสถานบริการสาธาณสุขของรัฐมี มูลค่า 0.8 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดถ้าเปรียบเทียบแล้วไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ของเงินงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ
จากการศึกษา ค่าใช้จ่ายยาสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบันพบว่า ยาไทยหลายชนิดมีค่าใช้จ่ายถูกว่ายาที่มีการนำเข้าหลายเท่า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่มูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในประเทศมีน้อย แต่กลับมีการนำเข้ายาในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศทั้งที่ สรรพคุณของยาสมุนไพร ในการรักษาได้ผลดี เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน อีกทั้งมีบางชนิดได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบันเสียอีก อย่าง เพชรสังฆาต พญายอ
กัญจนา ดีวิเศษ ผอ. สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อธิบายถึง สรรพคุณของยาสมุนไพรที่บรรจุในบัญชีหลักแห่งชาติทั้ง 22 รายการ คือ
1. เจลว่านหางจระเข้ ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์คือวุ้นจากต้นว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยทาบริเวณที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้วันละ 2-3 ครั้ง
2. มะขามแขก เป็นยาระบายที่ดี ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก โดยรับประทานเมื่อมีอาการท้องผูกแต่ไม่ควรทานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ขาดสารโพแทสเซียม
3. หญ้าหนวดแมว มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะเนื่องจากมีเกลือโพแทสเซียมมากและช่วย รักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ชนิดเป็นกรดยูริกได้ ผู้เป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สมุนไพรตัวนี้
4. เพชรสังฆาต มีสรรพคุณ ขับลมในลำไส้ช่วยบรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก เป็นสมุนไพรที่ต้องทานติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนถึงจะเห็นผล
5. กระเทียมแคบซูล มีสรรพคุณช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและละลายลิ่มเลือดได้ คนที่เป็นที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารควรระมัดระวังในการใช้เพราะอาจเกิดการ ระคายเคืองได้
6. ยาตำหรับชื่อว่า "ธรณีสัณฑะฆาต" ซึ่งประกอบตัวยาหลายชนิดด้วยกัน ใช้ในอัตราส่วนที่กำหนดไว้ ได้แก่ พริกไทยร่อน ยาดำ เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงค์ การบูร เนื้อลูกมะขามป้อม กานพลู หัวบุก ขิง ชะเอมเทศ ลูกกระวาน เมื่อนำตัวยามาผสมกันแล้วจะช่วยในการ แก้ท้องผูก ปวดท้อง เถาตาน ใช้เป็นยากษัยเส้นได้ ข้อควรระวัง คือไม่ควรทำทานสมุนไพรชนิดนี้เมื่อมีไข้ สตรีมีครรภ์ ก็ห้ามทาน
7. ขี้เหล็ก สรรพคุณทางยา คือ ช่วยแก้อาการท้องผูก เพราะมีสารสำคัญพวก แอนทราควิโนน หลายชนิด ที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย อีกทั้งยังช่วยเจริญอาหาร เพราะมีรสขม ช่วยให้อยากทานอาหารยังช่วยให้นอนหลับเพราะมีสารจำพวกอัลคาลอยด์และช่วย บรรเทาอาการเป็นไข้ได้
8. บอระเพ็ด มีสรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ ได้ รวมทั้งรสขม จะช่วยในการเจริญอาหาร แต่ไม่ควรทานติดต่อกันเป็นเวลานาน
9. มะระขี้นก มีสรรพคุณช่วย ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย รสขม ช่วยเจริญอาหาร
10. สหัสธารา ซึ่งมีตัวยามากกว่า 20 ชนิด ผสมอยู่ อาทิ โกฐเขมา โกฐมะพร้าว โกฐพุงปลา เทียนดำ เทียนขาว ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ การบูร หัสคุณ เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงค์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้ในการถ่ายทอดมาจากโรงเรียนอายุรเวชซึ่งเป็นแพทย์แผนไทย ประยุกต์ ที่ ศ.นพ. อวย เกตสิงห์ ได้บุกเบิกไว้ซึ่งจะช่วย ในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รวมทั้งอาการชาที่แขนและขา
การบูร 11. เหงือกปลาหมอ มีสรรพคุณ ช่วยรักษาผู้ที่มีอาการ ภูมิแพ้ ผื่นคัน ข้อควรระวัง คือ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้เหงือกปลาหมอ
12. ลูกยอ มีฤทธิ์ ทางยาช่วยแก้อาการวิงเวียนศรีษะ หรือ อาการอาเจียนแต่ห้ามใช้ในคนที่แพ้ลูกยอ
13.กระชายดำ มีสรรพคุณ ช่วยในการ ขับลม แก้ท้องอืด และบำรุงร่างกาย
14. ส้มแขก มีสรรพคุณ ช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดการสร้างไขมัน แต่ห้ามใช้ในคนที่ท้องเสียง่าย
15. ตำหรับยา"เทพธารา" ซึ่งมีตัวยาหลายชนิด อาทิ เถาวัลย์เปรียง กำลังวัวเถลิง กำลังเสือโคร่ง กระชายดำ ซึ่งจะช่วย รักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ ปวดข้อ และบำรุงกำลัง
16. ยาห้าราก หรือเรียกว่า เบญจโลกวิเชียร หรือยาแก้วห้าดวง หรือ ยาเพชรสว่าง ก็เป็นยาตัวเดียวกัน ประกอบไปด้วยตัวยา 5 ชนิด คือ รากเท้ายายม่อม รากคนทา รากย่านาง รากชิงซี และรากมะเดื่อชุมพร มีสรรพคุณ ลดไข้ และแก้ปวด
17. น้ำมันไพล มีสรรพคุณ ช่วยลดอาการอักเสบ แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ขัดยอก และปวดเมื่อย โดยใช้ยาทาบริเวณที่เกิดอาการดังกล่าว
18. ยาแก้ไอมะขามป้อม ช่วยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ จิบเมื่อมีอาการ ไอหรือเจ็บคอ
19. ยาผง ดอกคำฝอย มีสรรพคุณ ลดไขมันในเลือด และลดความดันโลหิต ช่วยขับเหงื่อ
20. ยาผงหญ้าดอกขาว มีสรรพคุณ ช่วยลดการสูบบุหรี่ เนื่องจากมีสารไนเตรดมีฤทธิ์ ทำให้ประสาทรับรสบริเวณลิ้นรู้สึกชา รวมทั้งแก้ไข้ได้ด้วย
21. ยาผงชะพลู มีสรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ ละลายเสมหะ
22. เถาวัลย์เปรียง มีสรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ
ในอนาคตเมื่อมีการ นำสมุนไพรมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น การวิจัยและพัฒนาย่อมเกิดขึ้นตามมา นับเป็นทิศทางที่ดีของสมุนไพรไทย ในเมื่อสมุนไพรไทยมีดีอย่างนี้แล้ว เราควรหันมาใช้กันเยอะๆ เพราะแน่นอนว่านอกจากจะไม่มีผลข้างเคียงแล้ว สรรพคุณในการรักษาโรคนั้นยังดีเยี่ยมไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันอีกด้วย
ขอบคุณ.... ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันที่ 6 พค.2553 หน้า 4 โดย ทีมวาไรตี้และ
ขอบคุณภาพสมุนไพรบางชนิดจากการ Google
*****หมายเหตุ ขอเพิ่มเติมจากบทความของทีมวาไรตี้ ข้อแนะนำการใช้สมุนไพรให้ปลอดภัย จาก อาจารย์จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก เภสัชกร 8 วช. ฝ่ายวิชาการกองเภสัชกรรม สำนักอนามัย กทม.
***** ข้อแนะนำการในใช้สมุนไพร
1. ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรมีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากและบางท้องถิ่นก็เรียกไม่เหมือนกัน จึงต้องรู้จักสมุนไพร และใช้ให้ถูกต้น
2. ใช้ให้ถูกส่วน ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ด จะมีฤทธิ์ ไม่เท่ากัน บางที่ผลแก่ ผลอ่อน ก็มีฤทธิ์ต่างกันด้วย จะต้องรู้ว่าส่วนใดใช้เป็นยาได้
3.ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็เป็นอันตรายหรือเกิดพิษต่อร่างกายได้
4. ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดต้องปนกับเหล้า บางชนิดใช้ต้มจะต้องรู้วืธีใช้ให้ถูกต้อง
5. ใช้ให้ถูกกับโรค เช่นท้องผูก ต้องใช้ยาระบาย ถ้าใช้ยาที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน จะทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น นอกจากนั้นจะต้องระมัดระวัง ในเรื่องความสะอาดในการเก็บยา การเตรียมยา และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำยาจะต้องสะอาดด้วย มิฉะนั้นอาจเกิดโรคอื่นติดตามมาได้
ที่มา www.prd.go.th
สมุนไพร | ยาสมุนไพรไทย | ยาสมุนไพร | ภูมิปัญญาชาวบ้าน | สรรพคุณสมุนไพร หลากหลายชนิด มีประโยชน์ในทุกส่วนของร่างกาย สมุนไพรแก้โรคต่าง ๆ
27 มีนาคม 2555
กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง สมุนไพรเชิงธุรกิจ
ขานรับบัญชียาหลัก
กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ใช้สมุนไพรเพิ่มเข้าไปในบัญชียาหลักเพื่อใช้ควบคู่ไป กับยาแพทย์แผนปัจจุบันเมื่อปีที่ผ่านมา มีสมุนไพร 5 ตัวเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วได้แก่ เพชรสังฆาต แก้ริดสีดวงทวาร สหัสธารา แก้ปวดเมื่อย บัวบก (ยาเม็ด) รักษาแผล ช่วยความจำผู้สูงอายุ เถาวัลย์เปรียง แก้ปวดเมื่อย มะระขี้นก ลดน้ำตาลในเลือด โดยตั้งเป้าว่าในแต่ละปีจะต้องมีสมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ 5 ตัว
ระบบการรักษาทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแนวมาเป็นแพทย์ทางเลือกและการรักษาแบบผสมผสาน จึงต้องหันกลับมาดูวัตถุดิบต้นทางว่าพัฒนาไปอย่างไร ชุมชน “บ้านดงบัง” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 6 ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นแหล่งที่ปลูกสมุนไพรเป็นธุรกิจ สามารถสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท ที่นี่มีระบบการปลูกสมุนไพร อย่างเป็นระบบ มีแหล่งรับซื้อไปแปรรูปคือโรงพยาบาลเจ้าพระยา อภัยภูเบศร์ จนได้สมุนไพรที่มีคุณค่าทางตัวยาอยู่ครบครัน
นายสมัย คุณสุข ประธานที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพรบ้างดงบัง เล่าย้อนว่าเดิมทีชุมชนบ้านดงบังมีอาชีพทำนา ต่อมาได้ ทำสวนไม้ดอกไม้ประดับและปลูกไผ่ตงแต่ประสบปัญหาด้านราคาตกต่ำ เพราะต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ได้ค้นพบ สัจธรรมว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยวไม่ยั่งยืน แถมเป็นหนี้เป็นสิน จนกระทั่งปี 2540-2541 จึงเริ่มมาปลูกสมุนไพรเสริมในสวนผลไม้ ทำเกษตรแบบพอเพี้ยง เมื่อปลูกผสมผสานระบบนิเวศเริ่มกลับมา แมลงไม่มารบกวนพืช ซึ่งตามวัตถุประสงค์ของชาวบ้านแต่แรกคือทำเพื่อกิน ยึดแนวทางตู้ยาตู้เย็น หมายความว่ามีสมุนไพรและพืชอาหารอยู่ในสวน ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเพราะเน้นปลูกผสมผสานจนกระทั่งได้รับการติดต่อจากโรง พยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เพื่อรับซื้อสมุนไพรนำมาสกัดเป็นยาสมุนไพร จากเดิมชาวบ้านเก็บสมุนไพรจากป่ามาส่งโรงพยาบาลอยู่แล้วเฉลี่ย เป็นรายได้เสริมเดือนละ 1,000 บาท
ประธานที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพร บ้างดงบัง บอกถึงแนวทางผลิตพืชสมุนไพรว่า ได้จัดตั้งเป็นกลุ่ม ขณะนี้สมาชิกจำนวน 11 ครอบครัว เฉลี่ยแต่ละครอบครัวมีที่ดิน 5 ไร่ปลูกสมุนไพร ผสมผสานจำนวน 13 ชนิด อาทิ ฟ้าทลายโจร เพชรสังฆาต ชุมเห็ดเทศ ลูกยอ ขมิ้นชัน ชะพลู ดอกอัญชัน หญ้าปักกิ่ง เป็นต้น สมุนไพรแต่ละตัวจะมีการตกลงราคาจากโรงพยาบาลก่อนที่จะปลูก โดยมีใบสั่งซื้อจากโรงพยาบาลแจ้งมา สมุนไพรที่เก็บ ได้จะนำมาล้าง หั่นและอบ ในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ 45-65 องศาโดยใช้แสงแดด หลังจากได้ที่แล้วไว้ในคลังสมุนไพรเตรียมนำส่งโรงพยาบาล ก่อนที่จะนำสารสำคัญในสมุนไพรไปสกัดเป็นยาและเครื่องสำอาง จะต้องผ่านการตรวจสอบว่ามีสารสำคัญในสมุนไพรเพียงพอหรือไม่ หากสารสำคัญไม่เข้มข้น สมุนไพรเหล่านั้นจะย้อนกลับมาที่ชุมชนเพื่อนำกลับมาทำปุ๋ยหมักใช้กับแปลง สมุนไพรอีกที
สมุนไพรระบบปลูกกับสมุนไพรที่หาได้จากป่า ยังมีข้อกังขาว่าตัวยาสำคัญจะเท่าเทียมกันหรือไม่ แต่ถ้าใช้วิทยาศาสตร์ มาตรวจสอบบอกได้ว่าสารสำคัญยังมีมากน้อยขนาดไหน
สมัย บอกว่า ข้อจำกัดตรงนี้ทางกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรบ้านดงบังทราบดีและได้หารือกับทางโรง พยาบาล จึงต้องกำหนดให้มีวิธีการตรวจสอบคุณภาพก่อนนำแปรรูป จากการเรียนรู้ร่วมกันทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายแปรรูป ทำให้ล่วงรู้ว่าการเก็บสมุนไพรเพื่อมาใช้งานต้องมีอายุ 3-4 เดือน หรือในพืชที่มีดอกเช่นดอกอัญชัน สังเกตต้นอัญชันต้องออกดอก 30 เปอร์ เซ็นต์ขึ้นไป มั่นใจได้ว่าตัวยาเข้มข้น ได้มาตรฐานนอกจากอายุของพืชแล้วเรื่องของระบบการปลูก จะเป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ใช้ปุ๋ยหมัก และการปลูกแบบผสมผสานแมลงก็ไม่มารบกวน
“ข้อดีเมื่อมีระบบปลูก สมุนไพรเราควบคุม ต่างจากที่จะไปนำมาจากป่า เมื่อเข้าไปครั้งหนึ่งต้องเก็บมาได้จำนวนมาก ไม่สนว่าแก่หรืออ่อนควบคุมวัตถุดิบไม่ได้”
ปัจจุบันโรงพยาบาล เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์มียอดสั่งซื้อสมุนไพร เดือนละ 20 ล้านบาท แต่ชุมชนบ้านดงบังผลิตสมุนไพรป้อนได้เดือนละ 4-5 ล้านบาท เฉลี่ยใน 11 ครอบครัวที่เป็นสมาชิกมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท โดยเฉพาะฟ้าทลายโจรมีความต้อง การจำนวนมากเพราะกระแสไข้หวัด 2009 ปีที่ผ่านมาผลิตได้ 15 ตัน ทางโรงพยาบาลรับซื้อกิโลกรัมละ 150 บาทแต่ละเดือนมียอดสั่งซื้อเดือนละ 400-500 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีดอกอัญชันที่เก็บดอกขาย ได้ทั้งปี เฉลี่ยแล้ว 9 กิโลสดจะได้อัญชัน 1 กิโลกรัม คุณสมบัติด้านสมุนไพรช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสายตา และบำรุงเส้นผมนำไปทำแชมพู เมื่อเริ่มต้นปลูก 3 เดือนแรกก็สามารถเก็บดอกขายได้
สำหรับเกษตรกรที่จะลงทุนปลูก สมุนไพร ต้องเริ่มจากวิธีคิดก่อน จากรูปแบบของบ้านดงบัง ก่อนที่จะเริ่มปลูกสมุนไพรเริ่มจากทำเพื่อกิน เน้นทำเกษตรอินทรีย์ และที่สำคัญต้องมีแหล่งรับซื้อแน่นอน.
ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์
เถาวัลย์เปรียง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens Benth.
ชื่ออื่น เครือเขาหนัง เถาตาปลา พานไสน
ลักษณะของพืช ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ ยอดอ่อนมีขนนุ่ม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปวงรี ดอกช่อออกที่ซอกใบ ดอกย่อยรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีขาว ผลเป็นฝัก
ส่วนที่ใช้เป็นยา ราก เถา
สรรพคุณและวิธีใช้
ราก แก้กระษัยเหน็บชา
เถา ขับปัสสาวะ ถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายกระษัย แก้เส้นเอ็นขอด แก้เมื่อยขบ ทำให้เส้นหย่อน แก้ปวด แก้ไข้
แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคบิด แก้โรคหวัด แก้ไอ ถ่ายเสมหะ ขับเสมหะ ถ่ายเสมหะลงสู่คูถวาร ถ่ายอุจจาระ ขับรดู บีบมดลูก
การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด
สภาพดินฟ้าอากาศ
เถาวัลย์เปรียงเป็นพืชที่สามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่ถ้าปลูกในที่แห้งแล้งจะพอว่าสามารถออกดอกดก แต่ดอกจะมีขนาดเล็กกว่า ปลูกในที่ชุ่มชื้น
การบำรุงรักษา เถาวัลย์เปรียงจะแตกเป็นเถาใหม่ออกยืดยาวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรหาไม้มาปักเป็นหลัก หรือปลูกไว้ใกล้ไม้ใหญ่ เพื่อสำหรับให้เลื้อยพันได้
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล “สมุนไพร ไม้พื้นบ้าน (2) “ พิมพ์ที่ บริษัท ประชาชน จำกัด กรุงเทพมหานคร 2541 หน้า 290-291
ผักชี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coriandrum sativum L.
ชื่อสามัญ : Coriander
วงศ์ : Umbelliferae
ชื่ออื่น : ผักหอม (นครพนม) ผักหอมน้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ผักหอมป้อม ผักหอมผอม (ภาคเหนือ) ยำแย้ (กระบี่)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นตั้งตรง ภายในจะกลวง และมีกิ่งก้านที่เล็ก ไม่มีขน มีรากแก้วสั้น แต่รากฝอยจะมีมาก ซึ่งลำต้นนี้จะสูงประมาณ 8-15 นิ้ว ลำต้นสีเขียวแต่ถ้าแก่จัดจะออกเสียเขียวอมน้ำตาล ใบ ลักษณะการออกของใบจะเรียงคล้ายขนนก แต่อยู่ในรูปทรงพัด ซึ่งใบที่โคนต้นนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ปลายต้น เพราะส่วนมากที่ปลายต้นใบจะเป็นเส้นฝอย มีสีเขียวสด ดอก ออกเป็นช่อ ตรงส่วนยอดของต้น ดอกนั้นมีขนาดเล็ก มีอยู่ 5 กลีบสีขาวหรือชมพูอ่อนๆ ผล จะติดผลในฤดูหนาว ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมโตประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ตรงปลายผลจะแยกออกเป็น 2 แฉก ตาวผิวจะมีเส้นคลื่นอยู่ 10 เส้น
ส่วนที่ใช้ : ผล เมล็ด ต้นสด
สรรพคุณ :
ผล - แก้บิด ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก แก้ท้องอืดเฟ้อ
เมล็ด - แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ
ต้นสด - ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น แก้เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
แก้บิดถ่ายเป็นเลือด
ใช้ผล 1 ถ้วยชา ตำผสมน้ำตาลทราย ผสมน้ำดื่ม
แก้บิด ถ่ายเป็นมูก
ใช้น้ำจากผลสดอุ่น ผสมเหล้าดื่ม
แก้ริดสีดวงทวาร มีเลือดออก
- ใช้ผลสดบดให้แตก ผสมเหล้าดื่มวันละ 5 ครั้ง
- ใช้ต้นสด 120 กรัม ใส่นม 2 แก้ว ผสมน้ำตาล ดื่ม
แก้ท้องอืดเฟ้อ
ใช้ผล 2 ช้อนชา ต้มน้ำดื่ม
แก้เด็กเป็นผื่นแดงไฟลามทุ่ง ช่วยให้ผื่นหัดออกเร็วขึ้น
ใช้ต้นสด หั่นเป็นฝอย ใส่เหล้าต้มให้เดือด ใช้ทา
แก้ปวดฟัน ปากเจ็บ
ใช้เมล็ดต้มน้ำ ใช้อมบ้วนปากบ่อยๆ
กระแตไต่ไม้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.
วงศ์ : POLYPODIACEAE
ชื่ออื่น : กระแตไต่ไม้ (ภาคกลาง), กระปรอก (จันทบุรี), กระปรอกว่าว (ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี), กูดขาฮอก เช้าวะนะ พุดองแคะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เดาน์กาโละ (มลายู-ปัตตานี), ใบหูช้าง สไบนาง (กาญจนบุรี), สะโมง (ส่วย-สุรินทร์), หัวว่าว (ประจวบคีรีขันธ์)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เฟิร์นอิงอาศัย เหง้าทอดยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-4 ซม. ยาวได้ถึง 1 ม. หรือมากกว่า มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้ม เกล็ดแคบ กว้างประมาณ 1 มม. ยาวประมาณ 1.8 ซม. ปลายเรียวยาว รากสั้นๆ มีรากขนอ่อนสีน้ำตาล ใบเดี่ยว มีรูปร่างและหน้าที่ต่างกัน 2 แบบ ใบไม่สร้างอับสปอร์เป็นรูปไข่ กว้าง 10-25 ซม. ยาว 15-35 ซม. ปลายแหลม โคนมน ขอบหยักเว้ามนตื้นๆ เข้าหาเส้นกลางใบทั้ง 2 ด้าน ปลายมน ไม่มีก้านใบ ใบชนิดนี้จะมีสีเขียวอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งแต่ยังคงติดอยู่กับต้น ดังนั้นจะเห็นซ้อนกันหลายใบ เป็นที่สะสมของใบไม้แห้งที่ตกลงมา ซึ่งจะกลายเป็นปุ๋ยให้ต้น ใบสร้างอับสปอร์กว้าง 20-35 ซม. ยาว 0.6-1 ม. รูปคล้ายใบประกอบแบบขนนก ขอบหยักเว้าลึกเข้าหาเส้นกลางใบทั้ง 2 ด้าน แต่ละหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ใบชนิดนี้มีสีเขียวตลอดอายุ เมื่อใบแก่แผ่นใบจะร่วงไป คงเหลือส่วนก้านใบและเส้นกลางใบติดอยู่กับต้น เส้นใบเป็นร่างแห กลุ่มอับสปอร์รูปกลมหรือรูปไข่ เรียงตัวค่อนข้างมีระเบียบ 2 ข้างของเส้นใบที่แบ่งกลางแต่ละแฉก
ส่วนที่ใช้ : ส่วนหัว
สรรพคุณ :
ส่วนหัวของกระแตไต่ไม้
- ปรุงเป็นยาต้มรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการและกระปริกระปรอย
- ขับระดูขาว
- แก้เบาหวาน
- แก้ไตพิการ
- เป็นยาคุมธาตุ
- เป็นยาเบื่อพยาธิ
ใบ - ตำพอกแผล แก้แผลเรื้อรังและแผลพุพอง
วิธีใช้ : ใช้ส่วนหัวของกระแตไต่ไม้ ต้มรับประทาน
ชะพลู (ช้าพลู)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper sarmentosum Roxb.
ชื่อสามัญ : Wildbetal Leafbush
วงศ์ : PIPERACEAE
ชื่ออื่น : นมวา (ภาคใต้) ผักปูนา ผักพลูนก พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก ลำต้นทอดคลานไปตามพื้นดิน สูง 30-80 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียว มีไหลงอกเป็นต้นใหม่ มีรากงอกออกตามข้อ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ แผ่นใบบาง ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบรูปหัวใจ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบรูปทรงกระบอก ดอกเล็กสีขาวอัดแน่นอยู่บนแกนช่อดอก ดอกแยกเพศ ผล เป็นผลสด กลม อัดแน่นอยู่บนแกน
ส่วนที่ใช้ : ผล ใบ ทั้งต้น ราก
สรรพคุณ :
ผล - เป็นส่วนผสมของยารักษาโรคหืด แก้บิด
ราก ต้น ดอก ใบ - ขับเสมหะ
ราก - แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อขับลม แก้บิด
ทั้งต้น
- แก้เสมหะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- รักษาโรคเบาหวาน
วิธีและปริมาณที่ใช้
รักษาโรคเบาหวาน
ใช้ชะพลูสดทั้ง 5 จำนวน 7 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่น้พอท่วม ต้มให้เดือดสักพัก นำมาดื่ม เหมือนดื่มน้ำชา
ข้อควรระวัง - จะต้องตรวจน้ำตาลในปัสสาวะก่อนดื่มและหลังดื่มทุกครั้ง เพราะว่าน้ำยานี้ทำให้น้ำตาลลดลงเร็วมาก ต้องเปลี่ยนต้นชะพลูใหม่ทุกวันที่ต้ม ต้มดื่มต่อไปทุกๆ วัน จนกว่าจะหาย
แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
ใช้ราก 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประประทานครั้งละ 1/2 ถ้วยแก้ว
แก้บิด
ใช้รากครึ่งกำมือ ผล 2-3 หยิบมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 1/4 ถ้วยแก้ว
กวาวต้น หรือ ทองกวาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.) Taub
ชื่อพ้อง : Butea frondosa Wild.
ชื่อสามัญ : Flame of the Forest, Bastard Teak
วงศ์ : Leguminosae-Papilionoideae
ชื่ออื่น : กวาว ก๋าว (ภาคเหนือ) จอมทอง (ภาคใต้) จ้า (เขมร) ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ส่วนที่ใช้ : ดอก ยาง ใบ เมล็ด
สรรพคุณ :
ดอก
- รับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ แก้กระหายน้ำ
- ผสมเป็นยาหยอดตา แก้เจ็บตา ฝ้าฟาง
- เป็นยาขับปัสสาวะ สมานแผลปากเปื่อย แก้พิษฝี
ยาง - ใช้แก้ท้องร่วง
ใบ
- ตำพอกฝี และสิว แก้ปวด ถอนพิษ
- แก้ท้องขึ้น ขับพยาธิ แก้ริดสีดวง
เมล็ด
- ขับไส้เดือน
- บดผสมน้ำมะนาว ทาแก้ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นแดงและแสบร้อน
ข้อควรระวัง : เนื่องจากหลักฐานทางด้านความเป็นพิษมีน้อย จึงควรที่จะได้ระมัดระวังในการใช้ และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ
ด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีรายงาน 2 ฉบับคือ
รายงานผลด้านฮอร์โมนเพศหญิง ผู้วิจัยพบว่า ถ้าใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ในขนาดตั้งแต่ 3.2 มก./กก./วัน ขึ้นไปมีผลด้านฮอร์โมนเพศหญิง
รายงานเรื่องการสกัดแยกสารไดโซบิวตริน (Isobutrin) และ บิวตริน (Butrin) ซึ่งมีฤทธิ์ป้องกันอันตรายต่อตับเนื่องจากสารพิษ ได้แก่ คาร์บอน เตทตร้าคลอไรด์ และ กาแลคโตซามีน ได้
สารเคมี - สารเคมีที่พบในดอกทองกวาว คือ Pongamin (Karanin), Kaempferol, ?-sitosterol, Glabrin, Glabrosaponin, Stearic acid, Palmitic acid, Butrin, Isobutrin coreopsin, Isocoreopsin, Sulfurein monospermoside และ Isomonospermoside สารที่พบส่วนใหญ่คือสาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสีดอกทองกวาว มีสารที่มีรสหวานคือ glabrin.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




